ReadyPlanet.com
dot
dot

หมวดสินค้า

  [Help]
dot
http://www.neotools1.com/images/column_1507710500/Map neo_pat 27092560_OK.png
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot


เที่ยว“กุ้ยหลิน” ขึ้นเขาประตูสวรรค์ ผูกสัมพันธ์ชาวต้ง ที่ “ซานเจียง

ทิวทัศน์ตัวเมืองกุ้ยหลิน
       “กุ้ยหลิน”
       
       ในอดีตชาวจีนยกให้เมืองนี้เป็นดัง “สวรรค์บนพื้นพิภพ” หรือ “ซื่อไหว้เถ้าหยวน” เพราะว่าอุดมไปด้วยทิวทัศน์ของขุนเขาและสายน้ำที่งดงามปานเนรมิต ถึงขนาดมีคำกล่าวเอาไว้ว่า
       
       "จิตรกรคนใดถ้าไม่เคยมาเยือนกุ้ยหลิน จิตรกรคนนั้นมิอาจวาดภาพภูเขาที่สวยงามได้"
       
       “กุ้ยหลิน”(Guilin) ตั้งอยู่ในเขตปกครองตนเองชนชาติจ้วงกว่างซี หรือที่คนไทยเรานิยมเรียกกันว่า“มณฑลกวางสี” กุ้ยหลินมีฐานะเป็นเมืองใหญ่อันดับสาม แต่เป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของมณฑล ซึ่งถึงแม้ว่าในปัจจุบันเมืองจีนจะมีสถานที่ท่องเที่ยวที่งดงามดุจดังสวรรค์อยู่มากมาย แต่ชื่อชั้นความเป็นสวรรค์บนดินของกุ้ยหลินก็ยังไม่มีตก
       
       ไม่เพียงเท่านั้นการท่องเที่ยวกุ้ยหลินยังตอกย้ำความเป็นเมืองสวรรค์ ด้วยการเปิดโฮกาสให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปสัมผัสกับประตูสวรรค์ที่ “ขุนเขาประตูสวรรค์” ที่อยู่นอกเขตเมืองออกไป ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวใหม่เอี่ยมอ่องอรทัยสำหรับคนไทย ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ “ตะลอนเที่ยว” มีโอกาสได้ร่วมเดินทางไปขึ้นเขาประตูสวรรค์ และสัมผัสสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆอีกหลากหลายในเมืองกุ้ยหลิน-หลิ่วโจว มณฑลกวางสี แบบเป็นวงรอบ กับบริษัททัวร์“เมอร์รี่แลนด์”ที่เป็นโต้โผใหญ่ในการนำคณะคนไทยไปสำรวจแหล่งท่องเที่ยวทั้งเก่า-ใหม่ในทริปนี้

 
ทิวทัศน์ขุนเขายามเย็นเมื่อมองลงมาจากยอดเขาประตูสวรรรค์
       ไต่ขอบสวรรค์ที่เขาประตูสวรรค์
       
       หลังเหินฟ้าข้ามน้ำข้ามทะเลจากเมืองไทยมาถึงยังเมืองกุ้ยหลิน คืนวันแรกเราเข้านอนแต่หัววันเพื่อถนอมแรงไว้ตะลุยในวันรุ่งขึ้น ซึ่งมีโปรแกรมอยู่ที่อำเภอจือหยวน เมืองกุ้ยหลิน ที่อยู่ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 107 กิโลเมตร ใช้เดินเวลาเดินราว 3 ชั่วโมง เนื่องจากเส้นทางส่วนใหญ่ขึ้นเขาคดเคี้ยว
       
       “พาน หมิง จู”(Pan Ming Zhu) หรือ“น้องผึ้ง”ไกด์สาวผู้น่ารักคล่องแคล่วผู้มาทำหน้าที่นำเที่ยวในทริปนี้ ให้ข้อมูลว่า จือหยวนเป็นอำเภอริมเขตแดน ตั้งอยู่เหนือสุดของมณฑลกวางสีติดกับมณฑลหูหนัน มีสภาพพื้นที่ส่วนใหญ่อุดมไปด้วยเทือกเขาและป่าไม้มากมาย มีแม่น้ำจือ(จือเจียง)เป็นแม่น้ำสายสำคัญ ประชากรในจือหยวนมีทั้งหมด 12 ชนเผ่า มีเผ่าจ้วง เย้า ม้ง และต้ง เป็น 4 ชนเผ่าหลัก

 
ล่องเรือเข้าสู่เขตช่องเขาประตูสวรรค์ที่เป็นหน้าผาขนาบข้างสองฝั่งน้ำ
       จือหยวนมีผลไม้ขึ้นชื่อคือกีวีและองุ่น องุ่นของที่นี่มีความแปลกตรงที่ ผลขององุ่นต้นฤดูกาลจะไม่มีเมล็ดแต่ผลขององุ่นปลายฤดูกาลกลับมีเมล็ด ซึ่งพอเข้าเขตจือหยวน สารถีคนขับนำรถแวะปั๊มให้แต่ละคนได้ทำธุระกันตามอัตภาพ และตามความสามารถเฉพาะตัวในห้องน้ำสาธารณะจีนที่ปราบเซียนมานักต่อนัก ระหว่างนี้มีแม่ค้าแบกองุ่นจือหยวนมาขายให้ลิ้มลอง กินแก้เซ็ง ที่ถือว่ารสชาติพอใช้ได้เหมาะสมกับราคา(ต่อแล้วได้ กก.ละ 4 หยวน) แต่ยังไงๆก็ควรไปกินไกลห้องน้ำของปั๊มแห่งนี้หน่อย เพราะกลิ่นที่โชยออกมาและภาพที่ยังติดตาอยู่มันช่างชวนให้สยดสยองเสียนี่กระไร
       
       สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวในจือหยวนที่เป็นไฮไลท์หลักของเราในทริปนี้อยู่ที่การขึ้นไปพิชิตยอด “เทียนเหมินซาน”หรือ “ขุนเขาประตูสวรรค์” ใครที่เคยขึ้นไปพิชิตเทียนเหมินซาน ที่เมืองจางเจียเจี้ย มณฑลหูหนันมาแล้ว กรุณาอย่าสับสนเพราะมันคือขุนเขาคนละแห่งกัน แต่เหตุที่ได้ชื่อว่าเทียนเหมินซานเหมือนกัน นั่นเป็นเพราะหลังภาพยนตร์เรื่อง“อวตาร”ออกฉาย ขุนเขาประตูสวรรค์ที่ถูกใช้เป็นหนึ่งในฉากของภาพยนตร์เรื่องนี้ โด่งดังฮอตฮิตขึ้นมาทันทีทันควัน ทางเมืองกุ้ยหลินจึงสบช่อง นำชื่อเทียนเหมินซานอันโด่งดังในจางเจียเจี้ยมาตั้งชื่อกับกลุ่มขุนเขาน้อยใหญ่ในเมืองจือหยวน พร้อมเปิดตัวเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ ด้วยเห็นในศักยภาพความงดงามของกลุ่มขุนเขาเหล่านี้

 
ทางเดินขึ้นพิชิตยอดเขาประตูสวรรค์
       แต่ก่อนที่จะขึ้นพิชิตเทียนเหมินซานกุ้ยหลิน น้องผึ้งเธอพาไปอุ่นเครื่องด้วยการนั่งเรือล่องแม่น้ำจือ(จือเจียง)ชมวิว 2 ฟากฝั่งกันก่อนประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง
       
       ในเส้นทางล่องเรือนี้ นอกจากทิวทัศน์หมู่บ้าน วิถีชีวิต ป่าไม้ ป่าไผ่ และก้อนหินน้อยแล้ว ยังมีภูเขาหินตั้งตระหง่านให้ผู้ล่องเรือได้จินตนาการตาม ไม่ว่าจะเป็นหินรูปเห็ด รูปหอยทาก เห็ด หมวก ฯลฯ มาจนถึง“ช่องเขาประตูสวรรค์” ที่เป็นภูเขาสูงตั้งขนาบข้างในสองฝั่งแม่น้ำ ครั้นเมื่อเรือล่องมาถึงที่นี่ก็เป็นอันสิ้นสุดโปรแกรมล่องเรือ
       
       จากนั้นคณะเรามีคิวต่อไปอยู่ที่การเดินเท้าขึ้นไปพิชิตยอดเขาประตูสวรรค์ ที่ในวันนี้แม้เส้นทางขึ้นสู่ยอดเขาด้วยกระเช้าจะสร้างเสร็จแล้ว แต่อยู่ในระหว่างรอใบอนุญาตเปิดใช้(ให้นั่งขึ้นยอดเขา)อย่างเป็นทางการปลายปีนี้ นั่นจึงทำให้งานนี้เราต้องรวบรวมลมปราณเดินขึ้นยอดเขาสถานเดียว

 
จุดชมวิวระเบียงแก้วลอยฟ้าบนยอดเขาประตูสวรรค์
       ยอดเขาประตูสวรรค์ที่เห็นใกล้ตาแต่ไกลตีนมีความสูงจากพื้นดินขึ้นไป 960 เมตร ทางเดินขึ้น-ลงแม้สูงชันแต่ว่ามีการทำทางเดินไว้เป็นอย่างดี มีจุดให้นั่งพักเป็นช่วงๆอยู่ 2-3 จุดด้วยกัน แต่กระนั้นการเดินขึ้นไปพิชิตยอดที่ใช้เวลาร่วมๆ 1 ชั่วโมง(ขาลงจะเร็วกว่าใช้เวลาประมาณ 30-45 นาที)ก็ถือว่าเหนื่อยเลือดตาแทบกระเด็น แต่เมื่อขึ้นไปถึงยอดความเหนื่อยก็หายเป็นปลิดทิ้ง เพราะทิวทัศน์บนนี้เมื่อมองลงไปจะเห็นทะเลภูเขาลูกน้อย-ใหญ่อันสวยงามกว้างไกล คุ้มค่ากับการเดินขึ้นมา
       
       “บนนี้เป็นจุดที่คนจีนเชื่อว่าเป็นดังรอยต่อระหว่างโลกมนุษย์กับสวรรค์” แม้จะเหนื่อยจนเห็นอาการ แต่น้องผึ้งที่ค่อยๆลากสังขารตามขึ้นมาก็พยายามให้ข้อมูลอย่างเต็มที่(นี่เป็นการเดินขึ้นยอดเขาประตูสวรรค์ครั้งแรกในชีวิตของเธอเช่นกัน)
       
       นอกจากวิวทิวทัศน์ชวนตื่นตาตื่นใจแล้ว บนนี้ยังมีสะพานทางเดินลอยฟ้าสร้างลัดเลาะตามภูมิประเทศ มีหอชมวิวให้ขึ้นไปยืนชมวิวรับลมเย็นๆ และ“ระเบียงแก้วลอยฟ้า” ที่ถือเป็นไฮไลท์ของยอดเขาแห่งนี้
       
       ระเบียงแก้วเป็นจุดชมวิวที่สามารถมองลงไปเห็นวิวทิวทัศน์ของทะเลภูเขาเบื้องล่างได้อย่างกว้างไกล แถมยังมีความหวาดเสียวเป็นพิเศษเพราะพื้นล่างโปร่งใส ก้มมองลงไปเห็นดูคล้ายเท้าของเรากำลังยืนลอยอยู่บนท้องฟ้า ซึ่งถ้าได้ขึ้นมาเดินขาสั่นบนระเบียงแก้วในวันที่มีเมฆหมอกขาวโพลนลอยอ้อยอิ่งอยู่เบื้องล่าง บนนี้จะให้ความรู้สึกเหมือนดังกำลังเดินเหินอยู่บนสวรรค์ไม่น้อยเลย

 
ทิวทัศน์เมืองซานเจียงเมื่อมองลงมาจากบนหอกลอง
       ซานเจียง เมืองต้ง
       
       หลังเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจากการขึ้น-ลง ขุนเขาประตูสวรรค์ กุ้ยหลิน คืนวันนั้นทำให้เราหลับลืมตาย ก่อนจะตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่ ออกเดินทางต่อไปข้ามเขตเมืองกุ้ยหลินสู่อำเภอซานเจียง ในเขตเมืองหลิ่วโจว มณฑลกวางสี
       
       “ซานเจียง“ เป็นอำเภอปกครองตนเองของชนชาติต้ง(Dong) มีชาวต้งอาศัยอยู่มากกว่า 80% ชื่อซานเจียง หมายถึงเมืองที่มีแม่น้ำสามสายไหลมาบรรจบกัน(ซาน แปลว่าสาม,เจียงแปลว่าแม่น้ำ) คือแม่น้ำหยง,ฉุน และ เหมียว
       
       ซานเจียง เป็นดินแดนที่อวลไปด้วยเสน่ห์แห่งวิถีชาวต้ง ที่วันนี้ยังคงรักษาประเพณี วัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของพวกเขาไว้ค่อนข้างเหนียวแน่น

 
หอกลองต้ง ณ จตุรัสซานเชียง
       ชาวต้งเป็นชนเผ่าที่เชี่ยวชาญในงานไม้ นิยมปลูกบ้านไม้สามชั้นหลังใหญ่ ชั้นล่างเป็นพื้นที่เปิดโล่งใช้เลี้ยงสัตว์ ชั้นสองเป็นที่พักอาศัยหลับนอน ส่วนชั้นสามใช้เป็นที่เก็บข้าวของ หมู่บ้านต้งทุกแห่ง หน้าหมู่บ้านจะต้องมีลำคลองหรือธารน้ำเพื่อไว้ใช้สอย ทำการเกษตร
       
       นอกจากนี้ทุกหมู่บ้านต้งจะต้องมีการสร้าง“สะพานลมฝน” ข้ามผ่านธารน้ำ และมีการสร้าง“หอกลอง”ไว้ประจำหมู่บ้าน
       
       “ที่เรียกว่าสะพานลมฝน เพราะเป็นสะพานมีหลังคาคลุมกันแดด กันลม กันฝน ในอดีตมีชาวต้งเผ่าเดียวที่สร้างสะพานแบบนี้ แถมยังเป็นสะพานไม้ที่สร้างโดยไม่ใช้ตะปูอีกด้วย”
       
       น้องผึ้งเล่าให้ฟัง ส่วนหอกลองที่ถือเป็นหนึ่งในสองของเอกลักษณ์ชาวต้งคู่กับสะพานลมฝนนั้น น้องผึ้งบอกว่าต้องไปเล่าในสถานที่จริงจึงจะได้บรรยากาศ ว่าแล้วเธอก็พาคณะเรามายังจตุรัสซานเจียง เพื่อมาสัมผัสกับหอกลองประจำเมืองที่ตั้งโดดเด่นงามสง่าเป็นสัญลักษณ์ประจำเมือง

 
หอรังนกตงเซียง
       หอกลองซานเจียง สร้างเสร็จในปี ค.ศ. 2002 ทำด้วยไม้ทั้งหลัง เป็น 8 เหลี่ยม มีความสูง 43 เมตร มีจำนวนชั้น(ภายนอก) 27 ชั้น ส่วนภายในมีทางเดินขึ้นไปบริเวณส่วนยอดที่ทำเป็นจุดชมวิวกลางเมืองซานเจียง
       
       “หอกลองไม้หลังนี้เป็นศิลปะชาวต้งที่ได้ชื่อว่าสูงใหญ่ที่สุดในโลก เพราะชนชาติอื่นเขาไม่ทำกัน”
       
       น้องผึ้งพูดติดตลก ก่อนอธิบายถึงลักษณะเด่นของหอกลองต้งว่า ชาวต้ง(ในอดีต)สร้างขึ้นมาเพื่อใช้เป็นที่ตีกลองส่งสัญญาณระวังภัยและเป็นที่เรียกประชุมหมู่บ้าน การสร้างหอกลองมีความเชื่อในเรื่องยิน(หยิน)-หยาง เข้ามาเกี่ยวข้อง ยิน คือแกนตั้ง ต้องสร้างเป็นเลขคี่ ส่วนหยาง เป็นแกนนอน ต้องสร้างเป็นเลขคี่
       
       จากจัตุรัสหอกลอง เมื่อมองไปยังฝั่งตรงข้าม(ถนน)จะเห็นเป็นอาคารวงกลมทรงคล้ายสนามกีฬาขนาดใหญ่ อาคารแห่งนี้คือ “หอรังนกตงเซียง
       
       หอรังนกแห่งนี้นำไอเดียมาจากสนามกีฬารังนกที่ปักกิ่ง ก่อสร้างในปี ค.ศ. 2009 มีความพิเศษตรงที่เป็นอาคารขนาดใหญ่ทรงกลม(ทรงสนามกีฬา)ที่สร้างด้วยไม้ทั้งหลัง ใช้เป็นโรงละคร และสถานที่จัดแสดงทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะโชว์ของจางอี้โหมวที่เพิ่งเปิดการแสดงรอบปฐมฤกษ์ไปในวันชาติจีน( 1 ต.ค. 2011)ที่ผ่านมา

 
สะพานลมฝนเฉินหยางที่ขึ้นชื่อที่สุดในเมืองจีน
       สำหรับพื้นที่สร้างหอรังนกเดิมเป็นสนามกีฬาชนวัว-ควายของชาวต้ง บริเวณ 2 ฟากฝั่งประตูทางเข้าจึงทำเป็นรูปปั้นวัวขนาดใหญ่ยักษ์ประดับไว้ ในขณะที่โซนด้านหลังของหอรังนก ทำเป็นสนามกีฬาชนวัว-ควาย(ลานชนวัว)เปิดให้นักท่องเที่ยวและผู้สนใจได้เข้ามาชมกัน
       
       ร่ำสุรา ผูกสัมพันธ์ชาวต้ง ที่ซานเจียง
       
       จากจัตุรัสกลางเมืองซานเจียง น้องผึ้งพาคณะของเราไปสัมผัสกับวิถีชาวต้งอย่างเข้มข้นที่ “หมู่บ้าน(ต้ง)เฉินหยาง” หมู่บ้านท่องเที่ยวที่ยังคงวิถีความเป็นอยู่และเอกลักษณ์อันโดดเด่นของความเป็นต้งเอาไว้ ท่ามกลางความเป็นแปลงของวิถีโลกทุนนิยม
       
       หมู่บ้านเฉินหยาง มีสะพานลมฝนโบราณทางเข้าหมู่บ้านเป็นไฮไลท์ สะพานแห่งนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1916 ตัวสะพานทำด้วยไม้ทั้งหมด มีความยาว 75 เมตร สูง 10 เมตร กว้าง 3 เมตร เป็นสะพานลมฝนต้นฉบับเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงที่สุดในจีน ปัจจุบันยังคงอยู่ในสภาพดีเนื่องจากชาวบ้านที่นี่ดูแลอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี

 
บ้านเรือนชาวต้งที่หมู่บ้านหม่าอัน
       อนึ่งการเดินข้ามสะพานลมฝนเฉินหยางนี้ น้องผึ้งเธอมีเกร็ดความเชื่อมาเล่าสู่กันฟังว่า ผู้ที่เดินข้ามสะพานแห่งนี้เป็นครั้งแรก ให้เดินมองไปข้างหน้าอย่างเดียว อย่าหันหลังกลับมา เดินไปจนพ้นสะพาน แล้วจึงค่อยหันหลังกลับมาจับจ่ายสินค้าพื้นบ้านที่มีวางขายอยู่ริม 2 ข้างสะพาน หรือถ้าใครไม่อยากเดินย้อนกลับหากจะช้อปปิ้งบนสะพานก็ให้มองไปแต่ข้างหน้าอย่ามองย้อนกลับมา
       
       “คนโบราณที่นี่เชื่อว่าการก้าวข้ามสะพานแห่งนี้ เป็นดังความก้าวหน้าของชีวิต ที่ละทิ้งสิ่งชั่วร้ายเอาไว้ข้างหลัง เพราะฉะนั้นจึงห้ามหันหลังกลับมาเพื่อไม่ให้สิ่งชั่วร้ายตามติดตัวเราไปอีก” น้องผึ้งว่าอย่างนั้น
       
       เมื่อเดินข้ามสะพานเฉินหยางแบบไม่เหลียวหลังแล้ว เราได้เข้ามาสัมผัสกับวิถีหมู่บ้านต้งที่“หมู่บ้านหม่าอัน”(เป็น 1 ใน 8 หมู่บ้านย่อยของหมู่บ้านเฉินหยาง)ที่มีการปลูกบ้านเรือนไม้เป็นหลังสูงใหญ่ตั้งเรียงราย ลดหลั่นกันไปสภาพภูมิประเทศที่เป็นเนินและพื้นที่ราบ

 
คุณป้าชาวต้งส่งยิ้มทักทายขณะกำลังตากข้าว
       ชาวบ้านส่วนใหญ่ของที่นี่ทำการเกษตรทำนา ปลูกผัก กลางหมู่บ้านหอกลองประจำหมู่บ้านที่ดูสุดแสนจะคลาสสิค ตั้งอยู่บริเวณลานเอนกประสงค์ พื้นที่สาธารณะให้ชาวบ้านมาพบปะพูดคุย ตากข้าว ฯลฯ รวมไปถึงการขายสินค้าให้กับนักท่องเที่ยวที่นิยมมาถ่ายรูปบริเวณนี้ด้วย
       
       หลังชาวคณะเพลิดเพลินอยู่ที่หมู่บ้านหม่าอันกันนานโขจนตะวันตกดิน พวกเราเคลื่อนย้ายต่อไปยัง “หมู่บ้านคว้านเฉียว”หมู่บ้านต้งอีกแห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลกัน

 
สาวชาวต้งยืนร้องเพลงตอบ-รับ แขกผู้มาเยือน
       หมู่บ้านคว้านเฉียว เป็นหมู่บ้านที่ขึ้นชื่อในเรื่องประเพณี “การจัดเลี้ยง 100 ครอบครัว” ที่ใช้รับเลี้ยงอาคันตุกะสำคัญที่ตอนหลังประยุกต์มาเป็นใช้เลี้ยงต้อนรับนักท่องเที่ยว เพื่อเป็นรายได้เสริมให้กับชาวบ้าน
       
       ทันทีที่มาถึงหมู่บ้านแห่งนี้ “ตะลอนเที่ยว” อดตื่นตะลึงกับการต้อนรับของชาวบ้านที่นี่ไม่ได้ พวกเขามาในชุดประจำเผ่ายืนเต็มบันไดทางขึ้นหมู่บ้าน ผู้ชายนุ่งกางเกงสีดำ สวมเสื้อสีขาว ผู้หญิงนุ่งกระโปรงสีดำ สวมเสื้อสีน้ำเงิน ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วจะไม่สวมหมวก ส่วนคนที่ยังไม่แต่งงานจะสวมหมวกเงิน ซึ่งเท่าที่เราสอดส่องสายตามองจนทั่วเห็นมีสาวโสดอยู่คนเดียว แถมหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มเสียด้วย(มารู้ทีหลังว่าเธอเป็นดาวของที่นี่)

 
สาวน้อยหมวกเงิน สาวโสดหนึ่งเดียวในคณะต้อนรับ
       แม้จะยกพลกันมาต้อนรับจำนวนมาก แต่ประทานโทษ พวกเขากลับไม่ยอมเข้าไปร่วมงานในหมู่บ้านง่ายๆ เพราะพวกเรายังไม่ผ่านด่านการร้องเพลงถาม-ตอบ ซึ่งตามประเพณีดั้งเดิมชาวต้งจะร้องเพลงถามมา แล้วแขกต่างถิ่น(ชาวต้ง)ผู้มาเยือนจะร้องเพลงตอบโต้กลับไปด้วยเนื้อหาที่สอดคล้องกัน แต่เมื่อประเพณีปรับเปลี่ยนมาเป็นกิจกรรมทางการท่องเที่ยว เพลงที่ร้องตอบกลับไปของอาคันตุกะจะเป็นเพลงอะไรก็ได้ ขอเพียงให้ร้องตอบกลับไปเท่านั้นเป็นพอ ซึ่งงานนี้แน่นอนว่าสำหรับคนไทยเราย่อมหนีไม่พ้นเพลงลอยกระทง ที่สุดท้ายร้องถาม-ตอบ กันถึง 3 รอบ ชาวต้งถึงยินยอมให้เข้าหมู่บ้านของเขาด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจ โดยมีกลุ่มนักดนตรีผู้ชายเล่นดนตรีคลอเคล้าต้อนรับไปตลอด
       
       ครั้นเดินขึ้นบันไดมาถึงยังลานเอนกประสงค์ของหมู่บ้านที่ด้านหน้าเป็นโรงละคร ด้านหลังเป็นหอกลอง สาวใหญ่ชาวต้งทั้งหลายต้อนรับพวกเราในเบื้องต้นด้วยชาพื้นเมืองตามแบบฉบับชาวต้งที่มีการใส่ข้าวพองลงไปด้วย ถัดมาเป็นกิจกรรมการแสดงต้อนรับกลางลาน มีทั้งการเต้นรำ การรำแคน และการรำร่มของพวกผู้หญิง

 
การแสดงต้อนรับอาตันตุกะผู้มาเยือนของชาวต้ง
       จากนั้นก็เป็นการกินเลี้ยงร่วมกันระหว่างชาวบ้านกับอาคันตุกะแดนไกลจากสยามประเทศ ในประเพณี“จัดเลี้ยงร้อยครอบครัว” อันเป็นเอกลักษณ์ของชาวต้ง ซึ่งน้องผึ้งอธิบายให้ฟังว่า เมื่อมีแขกสำคัญมาเยือนหมู่บ้านต้ง สมัยดั้งเดิม ชาวบ้านจะทำอาหารบ้านละ 1 อย่าง( 1 บ้าน 1 กับข้าว) มาร่วมกันเลี้ยงรับรองแขกแบบไม่ให้ซ้ำกัน ทำให้ในมื้อนั้นประกอบไปด้วยอาหารมากมายจากแต่ละบ้าน จึงเรียกรวมๆเป็นการจัดเลี้ยงร้อยครอบครัว
       
       แต่มาในปัจจุบันที่ประเพณีถูกปรับเปลี่ยนเป็นกิจกรรมด้านการท่องเที่ยว อาหารที่ชาวบ้านแต่ละหลังนำมาจะเป็นอาหารชุด โดยเน้นไปที่อาหารพื้นเมือง ซึ่งในค่ำวันนั้นก็มีสารพัดทั้ง หมู เป็ด ไก่ ไข่เจียว เนื้อ ปลานึ่ง ปลาทอด หอยขมนึ่ง กุ้งฝอยทอด ผักต่างๆ ฟักทอง ฯลฯ และที่ขาดไม่ได้ก็คือเหล้าข้าวเหนียว

 
ดื่มกระชับมิตร
       สำหรับการร่วมกินอาหารกับชาวบ้านนั้น อาคันตุกะสามารถเดินเวียนไปร่วมกินร่วมแจมในแต่ละโต๊ะตามความพึงพอใจได้
       
       ครั้นพอกินเสร็จสิ้นจนอิ่มแปล้ งานก็เข้า“ตะลอนเที่ยว”ทันที เมื่อสาวๆนำโดยน้องหมวกเงินคนโสด เดินปรี่เข้ามาหา พร้อมระดมจอกเหล้า 10 กว่าจอกมายื่นจ่อปากให้ดื่มกินให้หมด ชนิดที่เราตั้งตัวแทบไม่ทัน กว่าจะฝืนยกจอกจำนวนมากแบบตั้งใจให้หกเรี่ยราดไปเสียครึ่งหนึ่ง ก็เล่นเอามึนเมาไปพอตัว
       
       หลังเสร็จจากคิวของ “ตะลอนเที่ยว”เหล่าทีมงานมอมเหล้าก็เดินล่าเหยื่อรายต่อไป ซึ่งไม่เฉพาะแค่ผู้ชายเท่านั้นที่โดน แต่ผู้หญิงก็โดนเหมือนกันด้วยฝีมือของเหล่าหนุ่มใหญ่ชาวต้งที่นำเหล้ามายกจอกจ่อถึงริมฝีปากของสาวๆบางคน(ที่พวกเขาเลือกแล้ว)

 
ร่วมดื่มผูกสัมพันธ์ต้ง-ไทย ในการเลี้ยง 100 ครอบครัว
       และนี่ก็คือประเพณีต้อนรับของชาวต้งที่สร้างความสนุกสนานครื้นเครงและเฮฮาผสมมึนเมาได้เป็นอย่างดี ที่สุดท้าย ท้ายสุดของงานจะเป็นการร่วมเต้นรำกันระหว่างแขกผู้มาเยือนกับหญิง-ชายชาวต้งส่งท้ายล่ำลากันกันอย่างประทับใจ ยากที่จะลืมเลือน
       
       งานนี้แม้จะคุยกันคนละภาษาแต่นั่นหาใช่เรื่องสำคัญไม่ เพราะการบ่มเพาะมิตรภาพนั้น สามารถใช้ภาษาใจสื่อสารกันได้ และเมื่อเราใช้ภาษาใจคุยกัน ความสัมพันธ์มันก็ก่อกำเนิดขึ้นมาอย่างไม่ยากเย็น...(อ่านต่อตอนหน้า)

 
       *****************************************
       
       หลายปีที่แล้ว กุ้ยหลินถือเป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมของเมืองจีนสำหรับคนไทย ทัวร์ไทย แต่หลังจากการยกเลิกเส้นทางการบิน(ตรง)ของสายการบินที่บินประจำ “กรุงเทพฯ-กุ้ยหลิน” ก็ทำให้ความนิยมต่อการเดินทางไปเที่ยวเมืองกุ้ยหลินของคนไทยลดน้อยลงไป 
       
 




ท่องเที่ยวไทย

สะพานหินศิลาแรง กำปงเกดย ยุคขอมอายุ 1000 ปี
สิงหาคมพาแม่เที่ยว 2556
แถวบ้านอัศจรรย์ใจ
“Pai” Again จากเวียงใต้ สู่ดอยกิ่วลม
มนต์เสน่ห์... ไทยแลนด์
ตลาดใกล้กรุง เที่ยวใกล้ๆ อร่อยง่ายๆ ไปได้ทุกวัน
เที่ยวละไมเมืองชายทะเลจากสัตหีบถึงระยอง
10 สุดยอดที่เที่ยว ติดอันดับคนชอบอ่าน ปี 2554
อุทยานแห่งชาติศรีน่าน จ.น่าน
สัมผัสความโรแมนติกของซากุระเมืองไทย อช. ขุนสถาน จ.น่าน
มหกรรมพืชสวนโลกเชียงใหม่ 54 ดอกหน้าแมวบานสะพรั่ง
งานพืชสวนโลก เชียงใหม่ 2554 งามตระการตา
เชียงใหม่...หนาวนี้ยังมีเสน่ห์
ยอดดอยที่น่าไปในหน้าหนาวนี้
หนาวจับใจ ภูทับเบิก จ.เพชรบูรณ์
ที่เที่ยวอันซีน กุ้งเดินขบวนที่อุบลราชธานี
วิมายปุระ แดนเทวนฤมิตร
10 สุดยอดที่เที่ยวฮอต หัวหิน-ปราณบุรี
8 ที่เที่ยวสุดฮอต อ. มวกเหล็ก จ. สระบุรี
กุ้ยหลินเมืองไทย
“บุรีรัมย์” ดินแดนปราสาทหิน เยือนสนามฟุตบอลทีมเจ้าถิ่น “ปราสาทสายฟ้า”
เลียบย่านบางขุนพรหม-บางลำพู เดินเท้าดูวัดวังเก่าแก่ในเมืองกรุง
“ภูสอยดาว”ป่าสนแสนสวย รุ่มรวยดอกไม้ สอยหัวใจให้หลงเคลิ้ม
ประเทศสวย ๆ
ลอยกระทงปี 2554 รวบรวมสถานที่น่าไปเที่ยว! article
“ตลาดน้ำมหานคร” ชวนเที่ยวงานลอยกระทง
เที่ยวเมืองนครฯ ชมวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร
ตื่นตาตื่นใจชมบ้านนกเหยี่ยวแดง จันทบุรี
ตลาดลาดชะโด... ตลาดเก่าที่มีอายุมากกว่า 100 ปี
เที่ยวหาดทรายรี สักการะกรมหลวงชุมพร เขตรอุดมศักดิ์
เกาะสมุย พักผ่อน กินลม ชมวิว
ตลาดน้ำบางคล้า เที่ยว ชอป อิ่มริมน้ำ
เดินเที่ยวตลาด 3 เชื้อชาติ... ในวันเดียว
เกาะล้าน ทะเลสวย น้ำใส ใกล้กรุง น่าไปมาก!! article
การกลับมาอีกครั้งของมหกรรมพืชสวนโลก
จากทุ่งพระเมรุสู่ “สนามหลวงโฉมใหม่”
“พระเจ้าล้านตื้อ” พระพุทธรูปสุดงามแห่งดินแดนล้านนา
ท่องโลกดึกดำบรรพ์กลางมหานคร
รอยพระพุทธบาทคู่-วัดแก้วพิจิตร -ต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ 3 สถาน คู่บ้านคู่เมืองปราจีน
สลากภัต สลากย้อม” ย้อมธรรมแห่งลำพูน
เสน่ห์เมืองจันท์
ปาย...ท่องเมืองหมอกสามฤดู สัมผัสวิถีชีวิตชุมชน
เขาใหญ่แฟนตาซี รีสอร์ท มันส์ สนุกไม่ซ้ำใคร
ฉะเชิงเทรา อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพมากนัก ในทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ จะมีผู้คนวนเวียนมาท่องเที่ยวไม่ขาดสาย
บึงกาฬ
ตลาดน้ำอโยธยา
เที่ยวใกล้ๆ เมืองโบราณ สมุทรปราการ
เที่ยวใกล้กรุง พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ
เสน่ห์เมือง “แม่กลอง” มาแล้วต้องติดใจ article
หัวใจสีเขียว พาแม่เที่ยวในภาคกลาง
ปู๊น...ปู๊น นั่งรถไฟไปดูดอกกระเจียว ตะลุยป่าหินงาม
วันวานยังหวานที่บางปู
หมุนชีวิตให้ช้าลงกับบ้านสวนใน “อัมพวา”
หวานๆ เค็มๆ แบบคนเมืองเพชร
เที่ยวเชียงใหม่ไปได้ทุกฤดู ไม่ว่าจะเป็นหน้าร้อน หน้าฝน หรือหน้าหนาว
7 ที่เที่ยวน่าสนุกเมืองขอนแก่น ม่วนคักๆ
บางมุมของสวนจตุจักร
10 สุดยอดที่เที่ยวฮอต จังหวัดบึงกาฬ
สามชุก อัมพวา เชียงคาน อยากหยุดเวลาไว้ที่วันวาน
เกาะพยาม จังหวัดระนอง
นางสงกรานต์ กิริณีเทวี 2554
ความหมายของ วันสงกรานต์
มารู้จักประวัติ วันสงกรานต์ กันดีกว่า
สงกรานต์ปีนี้ 2554 ไปเที่ยวที่ไหนดีค่ะ
เทศกาลและงานประเพณีประจำเดือนเมษายน 2554
เทศกาลหนังใหญ่วัดขนอน ประจำปี 2554 วันที่ 13 เมษายน 2554 นี้
เที่ยวท้องถิ่น “ย่านดินแดง” ตื่นตากับศาสนสถาน 3 ศาสนา
จากซาปา มาลาวไก ไปฮานอย
วังน้ำเขียว ฟลอร่า แฟนตาเซีย
เที่ยว ปาย ไป ปางอุ๋ง ดินแดนแห่ง ... ความรัก
น่าน เมืองในหุบเขา
ฟ้าสวย ทะเลใส ที่มัลดีฟส์เมืองไทย เกาะหลีเป๊ะ
ไหว้พระขอพร 9 พระอารามหลวง
ล่องเจ้าพระยาไหว้พระ 9 วัด เสริมสิริมงคล
ที่เที่ยวหน้าหนาว ปีใหม่ คริสต์มาส นี้เที่ยวไหนดี
แม่คะนิ้งสวยๆ
อุทยานมังกรสรรค์ พิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร
Countdown กรุงเทพมหานคร
บุญปีใหม่ ให้ทานไฟเมืองนคร ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร
Pattaya Countdown 2011
Countdown2011
สถานที่ท่องเที่ยว !สุดฮิต!
10อันดับสถานที่ท่องเที่ยวรับลมหนาว
ภูทอก
อุทยานแห่งชาติเขาค้อ
วนอุทยานน้ำตกธารทิพย์
อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า
ภูทับเบิก
ภูชี้ฟ้า
อุทยานแห่งชาติภูเรือ
อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว
อุทยานแห่งชาติภูกระดึง
พัทยา
พาไปพักผ่อนแบบมีสไตล์ ในเทวาศรม
นกนางนวล บางปู
วังก้านเหลือง น้ำตกที่ผุดจากตาน้ำใต้ดิน
วัดเขาดีสลัก
ตลาดน้ำอโยธยา
กระทิงที่เขาแผงม้า
เหยียบ “ยอดเขาเทวดา” และ ที่นี่...สุพรรณบุรี
12 สิงหา พาแม่เที่ยว วันแม่ 2553
อัมพวา แสนสุข
พระตำหนักปางตอง
เห็ด เห็ด เห็ด
ข้ามเขาลี้อันคดเคี้ยว เที่ยวพระบาทห้วยต้ม
สราญใจ ไหว้ 4 พระนอนใหญ่ อยุธยา
ตักบาตรดอกไม้เมืองกรุง
ดอกบัว หลายพันธุ์มาแล้วจ๊ะ
10 อันดับวัดสวยที่สุดในโลก
เสน่ห์ทะเลจันท์...เจ้าหลาวไม่หนาวใจ
วิวสวย ๆ ดอกไม้งาม ๆ
ดอกเบญจมาศ
สวนหลวง ร.9
ปางอุ๋งหรือบ้านรวมไทย
โลกใบนี้สีชมพูที่ ขุนช่างเคี่ยนที่เมืองเชียงใหม่
แหล่งท่องเที่ยวใน อ.วังน้ำเขียว
วังน้ำเขียว" แหล่งโอโซนอันดับ 7 ของโลก
วังน้ำเขียว
เที่ยวเกาะล้าน-พัทยา ทะเลสวย น้ำใส ใกล้กรุงเทพ
รวมสถานที่เที่ยวเมืองปาย
10 แหล่งท่องเที่ยวในกรุงเทพ ฯ ที่ไม่ควรพลาด
เที่ยวกรุงเทพ ไม่ไปไม่รู้
ต้องมนต์ตรา จำปาสัก(1) ตอน : มหัศจรรย์คอนพะเพ็ง
อัศจรรย์ทันตา ปริศนาพระเจ้าทันใจ
ปริตุ๊โกร ทีลอชู!” (ตอนจบ)
ปริตุ๊โกร ทีลอชู!” ตอนแรก
วสันตฤดูบนภูหลวง
น้ำเชี่ยวในป่าปาย
ขี่จักรยาน ล่องเรือ article
เดินป่า จังหวัดกาญจนบุรี article




98