ReadyPlanet.com
dot
dot

หมวดสินค้า

  [Help]
dot
http://www.neotools1.com/images/column_1507710500/Map neo_pat 27092560_OK.png
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot


อัมพวา แสนสุข

ตลาดน้ำบางคล้า

เที่ยวตลาดน้ำกันมาหลายแห่งส่วนมากจะเป็นตลาดริมคลอง  ทริปนี้ลองขยับมาเที่ยวตลาดริมแม่น้ำสะอาดกว้างกันดูซิว่าจะต่างกันไหมกับ ตลาดน้ำบางคล้า เป็นอีกตลาดที่เหมาะสำหรับคนมาไหว้หลวงพ่อโสธรที่แปดริ้วแล้วจะเลยมาเที่ยวกันต่อ

นอกจากจะอิ่มอร่อยกันที่ตลาดแล้ว ยังจะได้มาชมค้างคาวแม่ไก่ตัวโต ๆ ชิมน้ำตาลสดต้มกันใหม่ ๆ ต่อด้วยไปป้อนอาหารนกแก้วมาคอร์สีสวยในฟาร์มเลี้ยงขนาดใหญ่

ที่สำคัญจะได้มาสักการะพระสถูปเจดีย์ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ในบริเวณที่ครั้งหนึ่งในอดีตท่านได้เคยรบกับพม่าจนได้ชัยชนะ ขนาดที่พม่าต้องครั่นคร้ามไม่กล้ายกทัพติดตามไปอีก

 


 

 

ตลาดน้ำที่บางคล้าเป็นตลาดเกิดใหม่อีกแห่ง ในยุคที่คนนิยมไปเที่ยวตลาดน้ำหรือตลาดโบราณกัน  ตัวตลาดจะเป็นแพผูกกันอยู่ริมน้ำ แล้วก็มีเรือขายอาหารของกินเรียงรายแน่นขนัดไปทั้งสองข้างของแพ

 

 


 

 

ที่นี่เปิดกันทุกวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น  รวมถึงวันหยุดนักขัตฤกษ์ที่ต่อเนื่องกับวันเสาร์-อาทิตย์

 

 


 

 

มีเรือขายอาหารสารพัดจอดเทียบกันอยู่ข้างแพ

 

 


 

 

มีอะไรให้หม่ำกันบ้าง ลองมาดูกัน

 

 


 

 

ผัดไทยเจ้านี้ผัดและเสิร์ฟกันทีละจาน

 

 


 

 

ก๋วยเตี๋ยวสารพัดชนิดมีให้เลือกสั่งได้ตามใจชอบ

 

 


 

 

ส่วนลำนี้มีกุ้งเผา เผากันใหม่ ๆ ร้อน ๆ

 

 


 

 

ถ้าสงสัยว่าซื้อแล้วจะหม่ำกันได้ที่ไหนเหรอ  ในแพเขาตั้งโต๊ะกันไว้ให้อย่างนี้ เป็นโต๊ะเก้าอี้ไม้อย่างดี  พร้อมมีเจ้าหน้าที่คอยช่วยเก็บโต๊ะทำความสะอาดให้เรียบร้อย

แต่ข้างแต่ละโต๊ะเขาก็มีถังขยะจัดไว้ให้ด้วย ตอนคนเยอะ เจ้าหน้าที่อาจทำไม่ทัน อิ่มแล้วก็ช่วยกันเก็บเองได้เลย ช่วยให้คนอื่นได้มีโต๊ะว่างสะอาดได้ใช้ต่อ :-)

 

 


 

 

ให้ใครนั่งจองโต๊ะไว้ก่อน  แล้วออกไปเดินหาของกินกันต่อ

 

 


 

 

เรือก๋วยเตี๋ยวอีกลำ

 

 


 

 

อยากได้อะไรแซ่บ ๆ ต้องมาที่เรือส้มตำ

 

 


 

 

ก่อนจะมาเดินหาของหวาน

 

 


 

 

รับขนมถ้วยล้างปากไหม

 

 


 

 

เมนูเชลล์ชวนชิมที่มีให้ซื้อติดมือกลับบ้าน

 

 


 

 

อย่าลืมกินผลไม้ในแต่ละมื้ออาหารกันด้วย เพื่อสุขภาพที่ดี

 

 


 

 

ขนมจากก็มี

 

 


 

 

เรือบางลำอาจจะจอดเทียบอยู่ห่างหน่อย

 

 


 

 

แต่ระยะห่างไม่ใช่อุปสรรคสำหรับแม่ค้าที่นี่ อยากกินอะไรเรียกสั่งกันได้เลย

 

 


 

 

สุดแพทั้งด้านซ้ายและด้านขวา  มีเจ้าเรือให้บริการล่องแม่น้ำบางปะกงเที่ยวกันด้วย

 

 


 

 

ตรงนี้เป็นเจ้าทางฝั่งซ้ายของแพ  ลำเล็กแบบนี้ ลำละ 300 บาท

 

 


 

 

เรือลำใหญ่ ผู้ใหญ่คนละ 69 บาท  เด็ก 30 บาท

 

 


 

 

ตรงนี้เป็นเจ้าทางฝั่งขวาของแพ

 

 


 

 

ราคาเหมาลำเล็ก ลำละ 300 บาทเหมือน ๆ กัน

แต่ที่นั่งของเจ้านี้มีให้เลือกแบบเก้าอี้เป็นตัว ๆ หรือจะนั่งเอกเขนกแกะขนมของกินที่ซื้อมาล้อมวงกินกันไประหว่างล่องเรือได้ด้วย

 

 


 

 

ส่วนเรือลำใหญ่เจ้านี้เขาคิดผู้ใหญ่ 80 บาท เด็ก 40 บาท

 

 


 

 

ที่นั่งด้านในกว้างขวาง มีโต๊ะเก้าอี้แบบที่เหมาะจะซื้อของกินมานั่งกินไปชมวิวไป

 

 


 

 

ที่ชั้นบนวิวจะดีกว่าเพราะว่าโปร่งแล้วลมพัดก็เย็นสบายกว่าด้วย

เพียงแต่ระหว่างล่องเรือแสงจะจ้าสักหน่อย ยังไงพกแว่นกันแดดติดมาด้วยจะดีมาก

 

 


 

 

ถ้าเป็นช่วงเย็น ๆ แดดร่มลมตกที่นั่งตรงนี้จะเยี่ยมมาก  แต่เรือเขามีแค่วันละ 2 รอบ คือ 12.00 น. กับ 14.00 น. เท่านั้น

 

 


 

 

เรือพวกนี้เขาจะแล่นพาชมรอบเกาะลัด

เจ้าเกาะลัดที่ว่าลักษณะก็เหมือนกับเกาะเกร็ดที่เราคุ้นเคย คือเป็นเกาะที่มีแม่น้ำล้อมรอบ

 

 


 

 

บนเกาะลัดส่วนมากจะเป็นที่สวนไม่ค่อยมีบ้านเรือนให้เห็น  จะมีบ้านริมน้ำอย่างนี้ก็จะเป็นริมน้ำทางฝั่งตัวอำเภอบางคล้าเสียมากกว่า

 

 


 

 

บนเกาะลัดที่มีแม่น้ำบางปะกงล้อมรอบ มีที่พักแบบโฮมสเตย์กันอยู่ด้วย

ใครอยากพักผ่อนแบบเงียบสงบริมน้ำ ลองติดต่อเขาดูที่ โทร.089-094-5519  081-699-9172

 

 


 

 

เรือจะพาแล่นมาถึงสถูปเจดีย์พระเจ้าตากที่ปากน้ำโจ้โล้ ตรงที่คลองท่าลาดไหลมารวมกับแม่น้ำบางปะกง

 

 


 

 

แวะขึ้นไปกราบนมัสการกัน

 

 


 

 

บริเวณนี้ทัพพม่าเคยไล่ตามพระเจ้าตากที่ตีฝ่าออกมาจากอยุธยาช่วงก่อนที่จะเสียกรุง แล้วก็มารบกันอยู่ในบริเวณนี้

ถึงจะมีกำลังที่น้อยกว่าแต่พระเจ้าตากก็ใช้กลศึกจนรบชนะพม่า ก่อนจะไปรวบรวมไพร่พลอยู่ที่จันทบุรีแล้วกลับมายึดอยุธยาคืนจากพม่าได้

ตอนหลังท่านก็เลยให้มาสร้างเจดีย์ที่นี่ไว้เป็นอนุสรณ์ แต่เจดีย์ที่เห็นเป็นของสร้างใหม่เมื่อปี พ.ศ.2542  เพราะว่าของเดิมถูกน้ำเซาะพังไปตั้งแต่ปี พ.ศ.2491 หรือช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไปไม่กี่ปี

 

 


 

 

ถ้าเป็นอนุสรณ์สถานของสมเด็จพระนเรศวรจะเห็นคนเอาไก่ไปถวายกันเยอะ คงเพราะประวัติของท่านที่ชนไก่ชนะไก่ของพระมหาอุปราชของพม่า

ส่วนที่นี่จะนิยมเป็นม้า ที่คงจะหมายถึงม้าศึกของพระเจ้าตากที่ท่านจะทรงม้าออกรบกับพม่า  ส่วนไก่นี่ก็ยังมีปน ๆ มาอยู่บ้าง

 

 


 

 

ย้อนกลับมาที่ตลาดกันอีกที  นอกจากบนแพแล้วบนบกก็ยังมีของมาวางขายกัน

เจ้านี้เป็นบะจ่างที่เคยทั้งออกทีวี ลงหนังสือ ถ่ายรูปคู่กับคุณชายถนัดศรี เรียกว่ามีให้รู้จักกันหลายทาง เหลืออย่างเดียวจะรู้ว่าอร่อยจริงไหม ก็คือต้องมาลองชิมกันดูเอง

 

 


 

 

บนฝั่งพ่อค้าแม่ขายจะมากางเต็นท์ขายของกันอยู๋ริมน้ำให้เดินช้อป

 

 


 

 

ถ้าเป็นหน้ามะม่วงอย่าพลาดแวะมาเที่ยวที่นี่กันเชียว  เพราะว่า อ.บางคล้า นี่ล่ะ เป็นแหล่งปลูกมะม่วงแหล่งใหญ่ของประเทศ

 

 


 

 

ส่วนห้องน้ำห้องท่าเขามีสร้างเรือนห้องน้ำไว้ให้ ขึ้นจากแพมาแล้วให้เดินมาทางขวามือ ก็จะเห็นป้ายตัวโตบอกไว้

 

 


 

 

มาเที่ยวถึง อ.บางคล้าแล้ว  จะแวะเที่ยวอะไรได้อีกบ้าง

ตอนที่วิ่งรถเข้ามาที่ตัวอำเภอบางคล้า จะมีอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชให้แวะสักการะ

 

 


 

 

อย่างที่เล่าไปแล้วว่าที่บางคล้ามีประวัติที่เกี่ยวข้องกับท่าน ก็ตอนที่ตีฝ่าวงล้อมของพม่าออกมาได้แล้ว ท่านก็มุ่งหน้ามาทางภาคตะวันออก  เหตุผลก็เพราะผู้คนบ้านเมืองทางด้านนี้ยังสมบูรณ์ดีอยู่ ไม่ถูกทัพของพม่าทำลาย  เหมาะจะมาระดมผู้คนตระเตรียมกลับไปสู้กับพม่าได้

แต่หนทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะระหว่างทางก็มาพบกับทัพของพม่าแล้วก็ถูกพม่าไล่ติดตาม แต่ทุกครั้งท่านก็สามารถตีพม่าแตกพ่ายไปได้ จนพม่าคร้ามไม่กล้าตามมาอีก

ในช่วงที่คนกำลังกลัวพม่า การที่ท่านชนะพม่าได้หลายต่อหลายครั้ง ผลดีอีกอย่างที่ตามมาก็คือ ผู้คนตามเมืองรายทางก็ยอมมาเข้าด้วยกับท่านเพราะเห็นในฝีมือ

เราท่านที่มาสักการะท่านแล้วก็จะได้เอาเป็นแบบอย่าง ว่าอย่าท้อถอยเวลาที่ต้องพบเจออุปสรรค เพราะวิกฤตอาจพลิกเป็นโอกาสได้เหมือนกัน

 


วัดไตรมิตร

พระพุทธรูปทองคำวัดสำคัญแห่งหนึ่งในกรุงเทพคือ วัดไตรมิตร ที่ผู้คนนิยมไปสักการะพระพุทธรูปทองคำกัน  ตอนนี้ทางวัดได้สร้างพระมหามณฑปหลังใหม่สวยงามโอ่อ่าสำหรับประดิษฐานองค์พระ  ที่สำคัญด้านในยังมีพิพิธภัณฑ์ที่บอกเล่าความเป็นมาทั้งของพระทองคำและชุมชนชาวจีนที่เข้ามาตั้งรกรากในย่านเยาวราชนี้  มาไหว้พระชื่นใจแล้วยังได้มาชื่นชมกับพิพิธภัณฑ์ดี ๆ อีกแห่งของเมืองกรุง โดยเฉพาะใครที่มีเชื้อสายจีนต้องบอกว่าไม่ควรพลาดมาชมกัน

 

 


 

 

พระมหามณฑป วัดไตรมิตร

นี่ไงพระมหามณฑปหลังใหม่ของวัดไตรมิตรที่เพิ่งสร้างเสร็จและเปิดเมื่อต้นปี 2553 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในโอกาสเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา

เป็นฝีมือการออกแบบอีกชิ้นของ พล.อ.ต.อาวุธ เงินชูกลิ่น ศิลปินแห่งชาติและอดีตอธิบดีกรมศิลปากร   หลายคนคงคุ้นหูกับชื่อท่านกันดี เพราะท่านเป็นผู้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างพระเมรุที่ใช้ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จย่า และพระศพของสมเด็จ กรมหลวงฯ มาแล้วด้วย

 

 


 

 

มาถึงวัดต้องชวนไปกราบพระประธานที่อุโบสถก่อน

วัดไตรมิตรแต่เดิมมีชื่อว่าวัดสามจีน จากชื่อวัดก็เชื่อกันว่าเดิมมีคนจีน 3 คนที่เป็นเพื่อนกันได้ร่วมกันสร้างวัดไว้  พอมามีการบูรณะวัดขึ้นใหม่ตอนหลังก็เลยเปลี่ยนชื่อวัดเป็นวัดไตรมิตรในปี พ.ศ. 2482

 

 


 

 

จุดธูปเทียนบูชากันได้ที่ด้านนอก

 

 


 

 

แล้วค่อยเข้าไปกราบพระประธานกันด้านใน

 

 


 

 

พระพุทธทศพลญาณ

พระประธานชื่อพระพุทธทศพลญาณ

 

 


 

 

ขึ้นไปที่พระมหามณฑปกันต่อ

ชั้น 4 ที่เป็นชั้นบนสุดจะเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปทองคำ หรือที่เรียกชื่ออย่างเป็นทางการว่า พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร

ส่วนที่ชั้น 3 จะเป็น ห้องจัดแสดงนิทรรศการหลวงพ่อทองคำ  และชั้น 2 เป็นศูนย์ประวัติศาสตร์เยาวราช

 

 


 

 

ค่าเข้่าชม วัดไตรมิตร

ใครพาเพื่อนต่างชาติมาต้องไปซื้อบัตรกันก่อน

ถ้าขึ้นไปชั้นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปทองคำอย่างเดียว 40 บาท  แต่ถ้าชมห้องจัดแสดงที่ชั้น 2 และชั้น 3 ด้วยก็จ่ายเพิ่มอีก 100 บาทเป็น 140 บาท

 

 


 

 

มาซื้อบัตรได้ที่ศาลาหลังนี้

 

 


 

 

ศาลาอยู่ด้านข้างกับพระมหามณฑป

 

 


 

 

ส่วนถ้าใครพาคุณพ่อคุณแม่ อากง อาม่า มาไหว้พระ  เห็นบันไดทางขึ้นแล้วก็นึกไม่ออกว่าจะพาผู้สูงอายุขึ้นไปถึงองค์พระด้านบนได้ยังไง

 

 


 

 

เขาเตรียมลิฟท์ไว้ให้แล้ว  แต่ลิฟท์นี้สงวนให้ใช้เฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้พิการเท่านั้น

 

 


 

 

ทางเข้าไปที่ลิฟท์จะต้องเข้าประตูที่อยู่ตรงข้ามกับศาลาขายบัตรเข้าชมตรงนี้ล่ะ

 

 


 

 

มากราบพระกัน

พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะสุโขทัย

 

 


 

 

ส่วนประวัติความเป็นมาเป็นยังไง  กราบพระกันแล้วก็เดินลงมาที่ชั้น 3 เขามีนิทรรศการหลวงพ่อทองคำจัดแสดงเอาไว้อย่างสวยงามน่าดูชม

 

 


 

 

ก่อนเข้าไปต้องถอดรองเท้าใส่ถุงผ้าที่เตรียมไว้ให้ แล้วก็หิ้วติดมือเข้าไปด้วยเลย

ถ้าขี้เกียจหิ้ววางทิ้งไว้ข้างนอก เจ้าหน้าที่เขาเตือนว่าหายกันไปหลายรายแล้ว

 

 


 

 

มาลงทะเบียนเข้าชมที่โถงด้านหน้ากันก่อน

ใครมีกล้องมาด้วยก็เก็บภาพกันได้เต็มที่ เพียงแต่มีข้อห้ามไม่ให้ใช้แฟลชตอนถ่ายเท่านั้น

 

 


 

 

ส่วนแรกจะเป็นห้องฉายภาพยนต์ที่จะฉายวิดีทัศน์สั้น ๆ บอกเล่าเรื่องราวที่มาของพระพุทธรูปศิลปะสุโขทัย และพระปางมารวิชัยว่าสร้างจากพุทธประวัติช่วงไหน

ตอนไปถึงอาจจะต้องนั่งรอรอบฉายสักนิดก่อนจะได้เข้าชม

 

 


 

 

แล้วมาดูขั้นตอนการหล่อพระพุทธรูปกันต่อ

 

 


 

 

หลัก ๆ ก็คือ ใช้ดินมาปั้นหุ่นพระเป็นแกนด้านในขึ้นมาก่อน  แล้วค่อยเอาขี้ผึ้งมาพอกทับ  ตกแต่งลวดลายให้เหมือนกันพระพุทธรูปที่เราเห็นกันนี่ล่ะ

จากนั้นก็ค่อย ๆ พอกดินทับลงไป  เสร็จแล้วเท่ากับเราก็จะมีขี้ผึ้งที่มีลวดลายองค์พระอยู่ระหว่างกลางแบบพิมพ์ดิน

พอเผาให้ขี้ผึ้งละลายออกมาตามช่องที่เตรียมไว้แล้ว ก็หลอมทองเทลงไปในช่องว่างแทนที่ขี้ผึ้ง แกะแบบพิมพ์ออกแล้วตกแต่งรายละเอียดต่อไป

ที่จริงแต่ละขั้นจะมีรายละเอียดกว่านี้  ใครสนใจก็ค่อย ๆ ไปอ่านคำอธิบายกันได้

 

 


 

 

ก่อนมาเป็นพระพุทธรูปที่งดงาม

 

 


 

 

แต่ทีแรกที่พบพระพุทธรูปองค์นี้ไม่มีใครรู้ว่าเป็นพระทองคำ  เพราะองค์พระถูกพอกเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นอยู่ที่วัดพระยาไกร

 

 


 

 

พอดีว่าวัดพระยาไกรมากลายเป็นวัดร้างไปในสมัยรัชกาลที่ 5  พระเถระเจ้าคณะที่ดูแลวัดนี้ก็เลยสั่งให้ย้ายพระมาประดิษฐานไว้ที่วัดไตรมิตร

 

 


 

 

พอมาถึงวัดไตรมิตรแล้ว ทีแรกมาก็เชิญพระมาพักไว้ในเพิงสังกะสีอยู่เกือบ 20 ปีกว่าวิหารที่จะใช้ประดิษฐานพระจะสร้างเสร็จ  ตอนที่ย้ายองค์พระเข้าไปในวิหารนี่ล่ะ  เชือกที่ยกเกิดขาด องค์พระตกลงมาจนปูนกระเทาะถึงได้เห็นว่าเนื้อในเป็นทองคำ

 

 


 

 

ตอนนั้นเป็นปี พ.ศ. 2498  พอผู้คนรู้ข่าวพระทองคำองค์ใหญ่ หน้าตักกว้างถึง 3.01 ม. สูง 3.91 ม. ก็แห่แหนมานมัสการกันล้นหลาม จนเป็นข่าวใหญ่ในหน้าหนังสือพิมพ์

 

 


 

 

และหนังสือกินเนสบุ๊คออฟเรคคอร์ดที่รวบรวมสารพัดที่สุดของโลก

 

 


 

 

ก็ระบุว่าพระพุทธรูปทองคำที่วัดไตรมิตรนี้  เป็นพระพุทธรูปทองคำที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก

 

 


 

 

ถัดมามีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่สวยงามมาก  ข้างกันมีฉายวิดีทัศน์การก่อสร้างมหามณฑปนี้ตั้งแต่เริ่มจนเสร็จ

 

 


 

 

ยิ่งพอได้มาเห็นช่างเขียนทำงาน ยิ่งรู้สึกเลยว่างานประณีตมาก ๆ

 

 

 


 

 

 

ปิดท้ายด้วยร้านขายของที่ระลึก

 

 


 

 

ลงมาที่ชั้น 2 มีศูนย์ประวัติศาสตร์เยาวราชให้ชมกันต่อ

ข้างในมีเรื่องราวของการอพยพมาตั้งถิ่นฐานในเมืองไทยของชาวจีน  ที่หอบเสื่อผืนหมอนใบมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารพระเจ้าแผ่นดินไทยจนสามารถสร้างฐานะความเป็นอยู่ที่มั่งคั่ง  ไปจนถึงบรรยากาศของเยาวราชในอดีต

 

 


 

 

มาถึงก็ลงทะเบียนเข้าชมที่เคาน์เตอร์เสร็จแล้วก็มานั่งรอกันก่อน  เจ้าหน้าที่เขาจะเปิดให้เข้าชมเป็นรอบ ๆ อีกเหมือนกัน

 

 


 

 

เพราะว่าห้องแรกจะฉายวิดีทัศน์สั้นให้ชมกันเป็นรอบ ๆ ก่อน

 

 


 

 

ห้องฉายมาแนวแปลก  จัดโต๊ะเก้าอี้จริง ๆ ตั้งไว้กลางเวทีที่พอเริ่มฉายก็มีภาพอากงกับหลานชายมานั่งคุยกันอยู่โต๊ะ

เรื่องราวบอกเล่าถึงความผูกพันของชาวจีนที่มีต่อพระเจ้าแผ่นดินตั้งแต่รุ่นเหลากงจนมาถึงรุ่นหลาน  และยังถ่ายทอดบอกเล่าถึงความยากลำบากของคนรุ่นที่เพิ่งอพยพย้ายถิ่นเข้ามาในเมืองไทย ที่ต้องใช้ทั้งความอดทนและขยันหมั่นเพียรจนสามารถสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมามีฐานะที่มั่งคง  ให้ลูกหลานคนรุ่นหลังที่เกิดมาก็มีชีัวิตที่สุขสบาย ได้รับรู้ถึงความเป็นมาของบรรพชน

ฟังแล้วดูเหมือนอาป้าอาม้าจะอยากจับลูกหลานตัวดี มานั่งฟังอาเหลากงสอนหลานตรงนี้ไปด้วย

 

 


 

 

ดูจบแล้ว  ถัดมาก็จะได้เจอเรื่องราวของชุมชนจีนในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น

 

 


 

 

ยุคนั้นเป็นยุคที่ไทยเราทำการค้าด้วยเรือสำเภากับเมืองจีนในลักษณะของเครื่องบรรณาการ  แล้วก็มีคนจีนนี่ล่ะเป็นกำลังสำคัญทั้งเป็นนายเรือและลูกเรือในสำเภาที่ออกไปค้าขาย

 

 


 

 

ตั้งแต่ยุคนั้นแล้วที่มีการอพยพของคนจีนมาเป็นระยะ ๆ  เขาก็เลยจำลองบรรยากาศใต้ท้องเรือสำเภาที่ชาวจีนอพยพอาศัยเดินทางฝ่าคลื่นลมเข้ามา

เขาออกแบบให้เราต้องเงยหน้าขึ้นไปชมภาพบนจอ  ที่ฉายพร้อมเสียงประกอบที่ให้บรรยากาศเหมือนกับเราได้ร่วมเรือสำเภาเข้ามาขึ้นฝั่งที่สำเพ็งไปกับเขาด้วย

 

 


 

 

เพื่อให้อินอีกนิด  พอเดินผ่านเรือออกมาก็จะเจอภาพวิวบนท่าเรือที่มองไปเห็นปรางค์วัดอรุณฯ อยู่ลิบ ๆ  อารมณ์เหมือนได้เป็น "ซิงตึ้ง" เพิ่งขึ้นฝั่งสยามยังไงยังงั้นเลย

 

 


 

 

หุ่นจำลองวิถีชีวิตของชาวจีนที่อพยพมาใหม่  ที่ต้องเริ่มด้วยการทำงานใช้แรงงาน

 

 


 

 

บ้างก็เปิดร้านค้า หรือแม้แต่หาบจุ่ยก้วยออกเร่ขาย

 

 


 

 

อาหารหลักของคนจีนก็คือข้าวต้มกับกับข้าว  ที่เรารู้จักกันในชื่อ ข้าวต้มกุ๋ย นี่ล่ะ

ถ้าไปเดินดูเองก็ลองสังเกตด้วยว่า คนจีนเขามีท่านั่งกินที่เป็นเอกลักษณ์อีกอย่างด้วย

 

 


 

 

ปู๊ด...ปู๊ด......ปู๊ด........

ห้องถัดมามีเสียงหวูดของเรือกลไฟดังเป็นระยะ  ห้องนี้บอกเล่าเรื่องราวเหตุการณ์ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 ลงมาที่เริ่มมีเรือกลไฟใช้งานกัน

 

 


 

 

รวมถึงเหตุการณ์สำคัญ ๆ ทั้งของไทยเราและในเมืองจีนที่เกิดขึ้นในแต่ละรัชกาล

 

 


 

 

ที่มีผลให้คลื่นผู้อพยพชาวจีนเพิ่มทวีขึ้นอย่างรวดเร็วในยุคนั้น

 

 


 

 

หลังจากที่รัฐบาลสยามจำต้องเปิดการค้าให้มีความเสรีมาขึ้น  จากข้อตกลงตามสนธิสัญญาที่ทำกับชาติตะวันตกหลายต่อหลายชาติในยุคล่าอาณานิคม  และคนจีนนี่เองที่เริ่มเข้ามามีบทบาททางเศรษฐกิจอย่างสำคัญ ผ่านความเชี่ยวชาญทางการค้าจนสามารถยึดครองธุรกิจหลากหลายอย่างแทนที่ฝรั่งในเวลาต่อมา

 

 


 

 

ถนนเยาวราชถือเป็นโฉมหน้าใหม่ที่สำคัญของชุนชนชาวจีน  นับตั้งแต่ ร.5 ได้โปรดฯ ให้ตัดถนนสายนี้ขึ้นระหว่าง ถ.สำเพ็ง กับ ถ.เจริญกรุง  แม้จนมาถึงทุกวันนี้เยาวราชก็ยังเป็นไชน่าทาวน์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลกเลยก็ว่าได้

 

 


 

 

แบบจำลองของถนนเยาวราชที่คดโค้งไปมา  เนื่องจาก ร.5 ทรงมีพระราชประสงค์ให้ถนนที่ตัดใหม่นี้สร้างความเดือดร้อนให้แก่เจ้าของที่เดิมให้น้อยที่สุด

 

 


 

 

ฉากในห้องจัดแสดงส่วนนี้ เขาทำเก๋ด้วยการเปลี่ยนฉากเป็นกลางวันกลางคืนสลับกัน

 

 


 

 

แล้วรอบห้องยังแสดงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชุนชนชาวจีนในอดีตของย่านเยาวราชนี้กันไว้ให้ระลึกถึง

 

 


 

 

อย่างเช่นบรรยากาศในตลาด

 

 


 

 

หรือโรงงิ้วที่เคยมีกันอยู่หลายต่อหลายโรงในย่านเยาวราชนี้

ความที่ในห้องจะหมุนเวียนจากกลางวันเป็นกลางคืน  ช่วงค่ำ ๆ โรงงิ้วที่เคยเงียบนิ่งก็จะมีงิ้วมาเล่นกันเสียงดังครึกครื้นเรียกคนมามุงดูกันได้เยอะเลย

 

 


 

 

วัดมังกรกมลาวาสที่ด้านหน้าเคยมีแม่ค้าแม่ขายเอาของมาวางขายเป็นตลาดย่อม ๆ กัน

 

 


 

 

ร้านขายทองเคยจัดดนตรีมาบรรเลงสร้างความคึกคักในช่วงเทศกาลสำคัญอย่างเช่น ตรุษจีน

 

 


 

 

เยาวราชที่เรามองเห็นอาจเป็นเพียงตึกร้านสองข้างทาง  แต่เราจะสัมผัสความเป็นเยาวราชที่แท้จริงได้ก็ด้วยผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นี่

ที่แม้จะได้ชื่อว่าเป็นย่านไชน่าทาวน์หรือชุมชนคนจีน  แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับมีผู้คนหลายเชื้อชาติต่างศาสนาอยู่อาศัยร่วมกัน

 

 


 

 

ก่อนจะย้อนกลับไปทำความรู้จักกับเจ้าสัวผู้มั่งคั่งชาวจีนหลายต่อหลายท่าน  ที่ความร่ำรวยไม่ได้ทำให้ชื่อของท่านถูกจดจำผ่านกาลเวลา  หากแต่เป็นคุณธรรมความดีที่ท่านได้ทำและมอบไว้ให้กับสังคม

แต่ถึงจะมีตัวอย่างดี ๆ อย่างนี้  ก็ยังมีคนรวยในยุคสมัยของเราเลือกจะถูกจดจำในความไร้จริยธรรมแทน

 

 


 

 

ห้องถัดมา  มีรูปใบโพธิ์ขนาดใหญ่อยู่บนเพดาน  สื่อความหมายถึง ความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของชาวจีนที่ได้เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์ไทย

 

 


 

 

ห้องนี้ก็เลยจัดแสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ชาวไทยเชื้อสายจีนในย่านเยาวราชเคยได้รับจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศ์ที่ได้เสด็จฯ มาเยี่ยมชุมชนในเยาวราช

 

 


 

 

และในห้องสุดท้ายเป็นบรรยากาศสีสันของเยาวราชในยุคปัจจุบัน

 

 


 

 

โดยเฉพาะความเป็นย่านของอร่อยที่ถ้าใครอยากรู้ว่าร้านไหนอยู่ตรงไหนในเยาวราช ก็มาจิ้มเครื่องตรงนี้ก็จะมีแผนที่บอกทางกันไว้ให้

ลัล.. ลัล.. ลา.. อัมพวา แสนสุข

ตลาดน้ำอัมพวา

ตลาดน้ำอัมพวา
 



เรียบเรียงโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก คุณ Eddy และคุณ nonglak

          ธรรมชาติ... สายลม... แสงแดด... ท้องฟ้าใส... ยามใดที่คุณลืมตา แล้วพบว่าตัวเองกำลังอยู่ในช่วงเวลาอันแสนสุข ความสนุกอยู่ไม่ไกล ยามนั้นคุณก็น่าจะรู้ดีอยู่แก่ใจ ว่าคุณกำลังอยู่ในสถานที่ท่องเที่ยวสุดเจ๋ง ... "อัมพวา" ลัล... ลัล... ลา ณ สมุทรสงคราม นั่นเอง 

          "อัมพวา" เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อของ จังหวัดสมุทรสงคราม บรรยากาศของที่นี่จะร่มรื่นไปด้วยสวนผสมริมน้ำ ทั้งลิ้นจี่ มะม่วง มะพร้าว มะละกอ กล้วย ส้มโอ ฯลฯ สารพัดผลไม้รอให้เรามาชื่นชม โดยเราสามารถหลบร้อนไปลงเรือล่องคลองชมสวน สัมผัสวิถีชีวิตชาวบ้าน ชิมผลไม้ต่างๆ หรือซื้อกลับไปกินบ้านให้ชื่นฉ่ำใจก็ได้ไม่มีใครว่า หรือจะเลือกปั่นจักรยานเช่าถีบไปคู่ขนานกับท้องร่อง ก็ได้อรรถรสอีกแบบหนึ่ง  


 

ตลาดน้ำอัมพวา



          นอกจากการเที่ยวชมวิถีธรรมชาติแล้ว การท่องเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ อย่างเช่นการไหว้พระ ทำบุญ ที่ "วัดแว่นจันทร์" ซึ่งมีโบสถ์ไม้สักอายุกว่าร้อยปี ซึ่งเพิ่งผ่านการบูรณะมา แลดูสดใหม่ แต่ว่ากันว่า รูปลักษณ์ยังคงสถาปัตย์เก่าแก่สมัยต้นรัตนโกสินทร์โน่นทีเดียว ต่อกันที่ "วัดภุมรินทร์กุฎีทอง" มีกุฎีเป็นเรือนไม้สักทองขนาดใหญ่ เขียนลายรดน้ำปิดทองทั้งหลัง โดยพระมเหสีในรัชกาลที่ 1 เป็นผู้สร้างถวายเจ้าอาวาสในสมัยนั้น ตัวกุฎีแต่เดิมมีถึง 3 หลังแต่ถูกน้ำเซาะหายไปเหลือเพียงหลังเดียว ปัจจุบันภายในจัดเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงเครื่องใช้โบราณที่ชาวบ้านเอามาถวายวัดนั่นเอง 


 

อัมพวา




          และไม่ควรพลาดชมอันซีนที่ "วัดบางกุ้ง" ตั้งอยู่บนถนนราชบุรี - วัดโบสถ์ อำเภอบางคนที ซึ่งเป็นบริเวณค่ายบางกุ้ง เดิมเคยเป็นค่ายทหารเรือ สมัยพระเจ้าเอกทัศน์แห่งกรุงศรีอยุธยา เป็นแหล่งประวัติศาสตร์ ที่มีเรื่องราวของวีรกรรมชาวแม่กลอง ...ในบริเวณวัดมีกำแพงจำลองของค่ายอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช สระน้ำโบราณอายุประมาณ 400 ปี และพบสิ่งมหัศจรรย์หนึ่งอย่าง ได้แก่ โบสถ์ปรกโพธิ์ เป็นอารามเก่าแก่ คาดว่าสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา ราวปี พ.ศ. 2250-2300 ซึ่งมีต้นไม้ 4 ชนิด คือ ต้นโพธิ์ ต้นไทร ต้นไกร และต้นกร่าง ค้ำยันแผ่กิ่งก้านคลุมโบสถ์ไว้จนไม่เห็นรูปทรง ภายในโบสถ์เป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อนิลมณี (หลวงพ่อดำ) ซึ่งเป็นพระพุทธรูป ปู นปั้นขนาดใหญ่ สวยงามและอัศจรรย์ไม่น้อยเลย


 

อัมพวา



          นอกจากนี้ เรายังสามารถนั่งเรือข้ามแม่กลองสู่ท่าเทียบเรือบริเวณ "อุทยาน ร. 2" หรือ อุทยานพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ซึ่งภายในจัดแสดงศิลปวัตถุและความเป็นอยู่ในสมัยรัชกาลที่ 2 ทั้งยังมีโรงละครกลางแจ้ง และสวนพฤกษชาติ ซึ่งเป็นสวนพันธุ์ไม้ในวรรณคดีนานาชนิดอีกด้วย 

         ตกเย็นการท่องเที่ยวยังไม่จบสิ้น และเป็นไฮไลต์ของการเยือนอัมพวาเลยทีเดียว นั่นคือ การชมและชิมอาหารหลากหลายที่"ตลาดน้ำอัมพวา" เป็นตลาดริมคลอง ตั้งอยู่ใกล้วัดอัมพวันเจติยาราม (จอดรถที่วัดอัมพวันเจติยารามได้) ทุกวันศุกร์ - อาทิตย์ ในช่วงเวลาเย็นตั้งแต่ช่วงเวลา 12.00 - 20.00 น. ในคลองอัมพวาจะมีพ่อค้าแม่ค้าพายเรือขายอาหารและเครื่องดื่ม เช่น หอยทอด ก๋วยเตี๋ยว กาแฟ โอเลี้ยง ขนมหวานต่างๆ และมีรถเข็นขายของบนบกด้วย บรรยากาศสบายๆ มีเพลงฟัง จากเสียงตามสายของชาวชุมชน ประชาชนสามารถเดินเที่ยวชมตลาดหาซื้ออาหารรับประทานและเช่าเรือไปเที่ยวชมดูหิงห้อยในยามค่ำคืนได้


 

อัมพวา



          หรือถ้าหากอยากนั่งดินเนอร์สบายๆ รับสายลมเย็น ...ร้านอาหารบรรยากาศดีๆ ริมแม่น้ำแม่กลอง ซึ่งมีอยู่มากมาย ก็รอให้คุณมาลิ้มรสอาหารทะเลสดๆ รสชาติถึงใจกันอยู่ค่ะ 


 

อัมพวา



          หลังจากชิมอาหารและท่องตลาดน้ำยามเย็นกันจนอิ่มท้องแล้ว ถ้าใครไม่หมดแรงไปซะก่อน ต้องต่อด้วยทริปลงเรือล่องแม่กลองชมหิ่งห้อย ซึ่งเป็นโปรแกรมปิดท้ายที่ไม่ควรพลาด เพราะตลอดช่วงระยะ 4 - 5 กิโลเมตรเลียบลำน้ำแม่กลอง กับบรรยากาศที่เงียบและมืดพอสมควร เราก็จะได้เห็นหิ่งห้อยที่กระจุกตัวอยู่รวมกันเป็นดงใต้ต้นลำพู ส่องแสงกระพริบวิบวับให้เราได้ชื่นชมกัน ราวกับไฟคริสต์มาสไม่มีผิด...ซึ่งการใช้เรือยนต์ ก็ส่งผลเสียต่อระบบนิเวศน์ของลำน้ำแม่กลองไม่น้อย อันอาจจะทำให้หิ่งห้อยลดจำนวนลง จึงขอแนะนำว่าควรใช้เรือพาย พายไปเงียบๆ กับตะเกียงส่องทาง หรือนั่งชมหิ่งห้อยอยู่ที่ท่าน้ำหน้าโฮมสเตย์ที่พัก ก็ได้กลิ่นอายความโรแมนติกดีทีเดียว (และเวลาถ่ายรูปก็ไม่ควรใช้แฟลชนะคะ เพราะจะรบกวนหิ่งห้อยเค้าได้ค่ะ) 


 

ตลาดน้ำอัมพวา



          การชมหิ่งห้อยต้องใช้เวลาช่วงหัวค่ำจนถึงกลางดึก ซึ่งหากมีเวลา และไม่รีบเร่งมากนัก ก็ควรพักที่อัมพวาสักหนึ่งคืน ซึ่งที่พักไม่ว่าจะเป็นแบบรีสอร์ท หรือแบบโฮมสเตย์ ก็มีให้เลือกมากมาย เลยนะคะ มีตั้งแต่ราคาคืนละ 100 บาท ไปจนถึงแบบอลังการคืนละ 7,000 - 8,000 บาท ก็มีค่ะ ขึ้นอยู่กับว่าชอบแบบชาวบ้านๆ หรือหรูหราหน่อยนั่นเอง (อิอิ) แถมรุ่งเช้าเรายังสามารถตื่นมารับแสงอาทิตย์ของวันใหม่ และทำบุญตักบาตรพระ ซึ่งพายเรือมาบิณฑบาตรถึงท่าน้ำที่พักกันเลยค่ะ ได้บรรยากาศวิถีชิวิตริมน้ำแบบไทยโบราณสุดๆ แถมยังได้บุญอีกด้วย เที่ยวสนุก...ผ่อนคลาย.. .ปลดปล่อยความวุ่นวายจากเมืองกรุง มาสัมผัสบรรยากาศเย็นสบายสไตล์ชาวอัมพวา... รับรองว่าคุณต้องหลงเสน่ห์อัมพวาเป็นได้... 


 

ลุงเล่นดนตรีที่อัมพวา


  การเดินทาง


  รถยนต์ 

          จากตัวจังหวัดใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 325 ทางเดียวกับไปอำเภอดำเนินสะดวกและอุทยาน ร. 2 ประมาณ 6 กิโลเมตร ก่อนถึงสามแยกไฟแดง มีทางแยกทางซ้ายเข้า อ.อัมพวา ไปอีกประมาณ 800 เมตร ทางแยกซ้ายมือ เข้าตลาดอัมพวา จอดรถบริเวณหน้าที่ว่าการอำเภออัมพวา 


 

ปลาทูตลาดอัมพวา




  หมายเลขโทรศัพท์ที่สำคัญ  

          - สถานีเดินรถโดยสารประจำทาง โทร.0-3471-6962 

          - สถานีรถไฟสมุทรสงคราม โทร.0-3471-1906 

          - ประชาสัมพันธ์จังหวัด โทร.0-3471-4881 

          - ตำรวจทางหลวง โทร.1193 

          - ตำรวจท่องเที่ยว โทร.1155 


 

ตลาดน้ำอัมพวา

 

 




ท่องเที่ยวไทย

สะพานหินศิลาแรง กำปงเกดย ยุคขอมอายุ 1000 ปี
สิงหาคมพาแม่เที่ยว 2556
แถวบ้านอัศจรรย์ใจ
“Pai” Again จากเวียงใต้ สู่ดอยกิ่วลม
มนต์เสน่ห์... ไทยแลนด์
ตลาดใกล้กรุง เที่ยวใกล้ๆ อร่อยง่ายๆ ไปได้ทุกวัน
เที่ยวละไมเมืองชายทะเลจากสัตหีบถึงระยอง
10 สุดยอดที่เที่ยว ติดอันดับคนชอบอ่าน ปี 2554
อุทยานแห่งชาติศรีน่าน จ.น่าน
สัมผัสความโรแมนติกของซากุระเมืองไทย อช. ขุนสถาน จ.น่าน
มหกรรมพืชสวนโลกเชียงใหม่ 54 ดอกหน้าแมวบานสะพรั่ง
งานพืชสวนโลก เชียงใหม่ 2554 งามตระการตา
เชียงใหม่...หนาวนี้ยังมีเสน่ห์
ยอดดอยที่น่าไปในหน้าหนาวนี้
หนาวจับใจ ภูทับเบิก จ.เพชรบูรณ์
ที่เที่ยวอันซีน กุ้งเดินขบวนที่อุบลราชธานี
วิมายปุระ แดนเทวนฤมิตร
10 สุดยอดที่เที่ยวฮอต หัวหิน-ปราณบุรี
8 ที่เที่ยวสุดฮอต อ. มวกเหล็ก จ. สระบุรี
กุ้ยหลินเมืองไทย
“บุรีรัมย์” ดินแดนปราสาทหิน เยือนสนามฟุตบอลทีมเจ้าถิ่น “ปราสาทสายฟ้า”
เลียบย่านบางขุนพรหม-บางลำพู เดินเท้าดูวัดวังเก่าแก่ในเมืองกรุง
เที่ยว“กุ้ยหลิน” ขึ้นเขาประตูสวรรค์ ผูกสัมพันธ์ชาวต้ง ที่ “ซานเจียง
“ภูสอยดาว”ป่าสนแสนสวย รุ่มรวยดอกไม้ สอยหัวใจให้หลงเคลิ้ม
ประเทศสวย ๆ
ลอยกระทงปี 2554 รวบรวมสถานที่น่าไปเที่ยว! article
“ตลาดน้ำมหานคร” ชวนเที่ยวงานลอยกระทง
เที่ยวเมืองนครฯ ชมวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร
ตื่นตาตื่นใจชมบ้านนกเหยี่ยวแดง จันทบุรี
ตลาดลาดชะโด... ตลาดเก่าที่มีอายุมากกว่า 100 ปี
เที่ยวหาดทรายรี สักการะกรมหลวงชุมพร เขตรอุดมศักดิ์
เกาะสมุย พักผ่อน กินลม ชมวิว
ตลาดน้ำบางคล้า เที่ยว ชอป อิ่มริมน้ำ
เดินเที่ยวตลาด 3 เชื้อชาติ... ในวันเดียว
เกาะล้าน ทะเลสวย น้ำใส ใกล้กรุง น่าไปมาก!! article
การกลับมาอีกครั้งของมหกรรมพืชสวนโลก
จากทุ่งพระเมรุสู่ “สนามหลวงโฉมใหม่”
“พระเจ้าล้านตื้อ” พระพุทธรูปสุดงามแห่งดินแดนล้านนา
ท่องโลกดึกดำบรรพ์กลางมหานคร
รอยพระพุทธบาทคู่-วัดแก้วพิจิตร -ต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ 3 สถาน คู่บ้านคู่เมืองปราจีน
สลากภัต สลากย้อม” ย้อมธรรมแห่งลำพูน
เสน่ห์เมืองจันท์
ปาย...ท่องเมืองหมอกสามฤดู สัมผัสวิถีชีวิตชุมชน
เขาใหญ่แฟนตาซี รีสอร์ท มันส์ สนุกไม่ซ้ำใคร
ฉะเชิงเทรา อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพมากนัก ในทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ จะมีผู้คนวนเวียนมาท่องเที่ยวไม่ขาดสาย
บึงกาฬ
ตลาดน้ำอโยธยา
เที่ยวใกล้ๆ เมืองโบราณ สมุทรปราการ
เที่ยวใกล้กรุง พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ
เสน่ห์เมือง “แม่กลอง” มาแล้วต้องติดใจ article
หัวใจสีเขียว พาแม่เที่ยวในภาคกลาง
ปู๊น...ปู๊น นั่งรถไฟไปดูดอกกระเจียว ตะลุยป่าหินงาม
วันวานยังหวานที่บางปู
หมุนชีวิตให้ช้าลงกับบ้านสวนใน “อัมพวา”
หวานๆ เค็มๆ แบบคนเมืองเพชร
เที่ยวเชียงใหม่ไปได้ทุกฤดู ไม่ว่าจะเป็นหน้าร้อน หน้าฝน หรือหน้าหนาว
7 ที่เที่ยวน่าสนุกเมืองขอนแก่น ม่วนคักๆ
บางมุมของสวนจตุจักร
10 สุดยอดที่เที่ยวฮอต จังหวัดบึงกาฬ
สามชุก อัมพวา เชียงคาน อยากหยุดเวลาไว้ที่วันวาน
เกาะพยาม จังหวัดระนอง
นางสงกรานต์ กิริณีเทวี 2554
ความหมายของ วันสงกรานต์
มารู้จักประวัติ วันสงกรานต์ กันดีกว่า
สงกรานต์ปีนี้ 2554 ไปเที่ยวที่ไหนดีค่ะ
เทศกาลและงานประเพณีประจำเดือนเมษายน 2554
เทศกาลหนังใหญ่วัดขนอน ประจำปี 2554 วันที่ 13 เมษายน 2554 นี้
เที่ยวท้องถิ่น “ย่านดินแดง” ตื่นตากับศาสนสถาน 3 ศาสนา
จากซาปา มาลาวไก ไปฮานอย
วังน้ำเขียว ฟลอร่า แฟนตาเซีย
เที่ยว ปาย ไป ปางอุ๋ง ดินแดนแห่ง ... ความรัก
น่าน เมืองในหุบเขา
ฟ้าสวย ทะเลใส ที่มัลดีฟส์เมืองไทย เกาะหลีเป๊ะ
ไหว้พระขอพร 9 พระอารามหลวง
ล่องเจ้าพระยาไหว้พระ 9 วัด เสริมสิริมงคล
ที่เที่ยวหน้าหนาว ปีใหม่ คริสต์มาส นี้เที่ยวไหนดี
แม่คะนิ้งสวยๆ
อุทยานมังกรสรรค์ พิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร
Countdown กรุงเทพมหานคร
บุญปีใหม่ ให้ทานไฟเมืองนคร ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร
Pattaya Countdown 2011
Countdown2011
สถานที่ท่องเที่ยว !สุดฮิต!
10อันดับสถานที่ท่องเที่ยวรับลมหนาว
ภูทอก
อุทยานแห่งชาติเขาค้อ
วนอุทยานน้ำตกธารทิพย์
อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า
ภูทับเบิก
ภูชี้ฟ้า
อุทยานแห่งชาติภูเรือ
อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว
อุทยานแห่งชาติภูกระดึง
พัทยา
พาไปพักผ่อนแบบมีสไตล์ ในเทวาศรม
นกนางนวล บางปู
วังก้านเหลือง น้ำตกที่ผุดจากตาน้ำใต้ดิน
วัดเขาดีสลัก
ตลาดน้ำอโยธยา
กระทิงที่เขาแผงม้า
เหยียบ “ยอดเขาเทวดา” และ ที่นี่...สุพรรณบุรี
12 สิงหา พาแม่เที่ยว วันแม่ 2553
พระตำหนักปางตอง
เห็ด เห็ด เห็ด
ข้ามเขาลี้อันคดเคี้ยว เที่ยวพระบาทห้วยต้ม
สราญใจ ไหว้ 4 พระนอนใหญ่ อยุธยา
ตักบาตรดอกไม้เมืองกรุง
ดอกบัว หลายพันธุ์มาแล้วจ๊ะ
10 อันดับวัดสวยที่สุดในโลก
เสน่ห์ทะเลจันท์...เจ้าหลาวไม่หนาวใจ
วิวสวย ๆ ดอกไม้งาม ๆ
ดอกเบญจมาศ
สวนหลวง ร.9
ปางอุ๋งหรือบ้านรวมไทย
โลกใบนี้สีชมพูที่ ขุนช่างเคี่ยนที่เมืองเชียงใหม่
แหล่งท่องเที่ยวใน อ.วังน้ำเขียว
วังน้ำเขียว" แหล่งโอโซนอันดับ 7 ของโลก
วังน้ำเขียว
เที่ยวเกาะล้าน-พัทยา ทะเลสวย น้ำใส ใกล้กรุงเทพ
รวมสถานที่เที่ยวเมืองปาย
10 แหล่งท่องเที่ยวในกรุงเทพ ฯ ที่ไม่ควรพลาด
เที่ยวกรุงเทพ ไม่ไปไม่รู้
ต้องมนต์ตรา จำปาสัก(1) ตอน : มหัศจรรย์คอนพะเพ็ง
อัศจรรย์ทันตา ปริศนาพระเจ้าทันใจ
ปริตุ๊โกร ทีลอชู!” (ตอนจบ)
ปริตุ๊โกร ทีลอชู!” ตอนแรก
วสันตฤดูบนภูหลวง
น้ำเชี่ยวในป่าปาย
ขี่จักรยาน ล่องเรือ article
เดินป่า จังหวัดกาญจนบุรี article




98